ในโลกแห่งการลงทุนในตลาดการเงินระดับสากล คำว่า “กำไรไร้ความเสี่ยง” หรือ Arbitrage มักเป็นคำโฆษณาชวนเชื่อที่ดึงดูดนักลงทุนหน้าใหม่ให้เข้ามาค้นหาความลับของระบบอยู่เสมอ หลายคนพยายามคิดค้นโมเดลคณิตศาสตร์เพื่อหาช่องว่างจากความต่างของราคาซื้อและราคาขาย โดยหวังว่าจะเจอสูตรสำเร็จที่สามารถทำเงินจากระบบซื้อขายได้โดยไม่มีโอกาสขาดทุนเลยแม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว
บทความนี้จะพาท่านผู้อ่านไปศึกษาเกี่ยวกับ “การวิเคราะห์กลยุทธ์การล่าส่วนต่างราคา โอกาสในการทำกำไร และความเป็นไปได้จริงในภาคปฏิบัติว่าจะสามารถทำกำไรไร้ความเสี่ยงได้จริงหรือไม่” เพื่อช่วยให้เทรดเดอร์ได้เข้าใจกลไกเชิงลึกของระบบนิเวศราคาในตลาดทุน และสามารถประเมินความเสี่ยงได้อย่างถูกต้องตามหลักความเป็นจริงครับ
ทำความเข้าใจเกี่ยวกับต้นทุนและโครงสร้างพื้นฐานของระบบราคาในตลาดโลก
นิยามของ Spread คือ ส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อ (Bid) และราคาเสนอขาย (Ask) ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นค่าธรรมเนียมขั้นต้นหรือต้นทุนแฝงที่โบรกเกอร์เรียกเก็บจากผู้เล่นในตลาดในทุกกรณี การที่เทรดเดอร์จะเปิดออเดอร์แล้วทำกำไรได้นั้น เนื้อราคาจะต้องวิ่งข้ามผ่านระยะห่างตรงนี้ไปให้ได้ก่อน
ความจริงที่ว่า Spread คือ ต้นทุนคงที่และกลไกสะท้อนสภาพคล่องของตลาด ย่อมหมายความว่าในสภาวะปกติ ทันทีที่คุณกดส่งคำสั่งซื้อขาย พอร์ตของคุณจะแสดงผลติดลบทันที การทำความเข้าใจว่า Spread คือ สิ่งที่มีชีวิตและขยับตัวอยู่ตลอดเวลาตามความหนาแน่นของวอลลุ่มซื้อขาย จะช่วยให้คุณตระหนักได้ว่า การจะนำช่องว่างตรงนี้มาเปลี่ยนเป็นเครื่องมือทำเงินนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย สรุปได้ว่า การรู้แจ้งว่า Spread คือ กำแพงด่านแรกที่คอยขวางกั้นระหว่างกำไรขาดทุน จะทำให้เราไม่หลงกลไปกับทฤษฎีอุดมคติที่บอกว่า Spread คือ ช่องว่างที่สามารถทำเงินได้แบบฟรี ๆ โดยไม่มีการคิดคำนวณความเสี่ยงหลังบ้านครับ
ทฤษฎีการทำกำไรจากส่วนต่างราคาต้องทำอย่างไร?
แนวคิดในการพยายามทำกำไรไร้ความเสี่ยงด้วยการใช้ประโยชน์จากระยะห่างของราคา หรือที่เรียกกันในทางเทคนิคว่า Spread Arbitrage นั้น ในทางทฤษฎีระบุไว้ว่า หากเทรดเดอร์สามารถหาโบรกเกอร์สองแห่งที่มีการแสดงผลราคาเหลื่อมล้ำกันในเสี้ยววินาที เช่น โบรกเกอร์ A มีระยะห่างของราคาที่ต่ำกว่า หรือมีราคา Ask ที่ต่ำกว่าราคา Bid ของโบรกเกอร์ B เทรดเดอร์ก็จะสามารถทำการเปิดคำสั่งซื้อ (Buy) ที่โบรกเกอร์ A และเปิดคำสั่งขาย (Sell) ที่โบรกเกอร์ B ในเวลาเดียวกัน เพื่อล็อกผลกำไรจากส่วนต่างนั้นได้ทันที
นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่เรียกว่า Triangle Arbitrage หรือการล่าส่วนต่างราคาแบบสามเหลี่ยม ซึ่งเป็นการจับคู่เงินสามคู่ที่มีความสัมพันธ์กัน เช่น EURUSD, GBPUSD และ EURGBP เพื่อคำนวณหาส่วนต่างที่เกิดขึ้นจากความล่าช้าในการอัปเดตราคาของระบบอินเทอร์เฟซ หากผลรวมทางคณิตศาสตร์มีความต่างเกินกว่าค่าสเปรดรวม ระบบคอมพิวเตอร์ก็จะส่งคำสั่งซื้อขายชุดนั้นเพื่อเก็บกำไรส่วนต่างเข้าพอร์ตทันที โดยทฤษฎีนี้เชื่อว่าตราบใดที่ลอจิกคณิตศาสตร์ถูกต้อง การเทรดแบบนี้จะไม่มีความเสี่ยงเลยเพราะเป็นการล็อกกำไรไว้ตั้งแต่ต้นทาง
3 อุปสรรคใหญ่ที่ทำให้ความเสี่ยงไม่ใช่ศูนย์
แม้ว่าในหน้ากระดาษหรือในโปรแกรมคำลองคำนวณ ทฤษฎีนี้จะดูสวยงามและไร้ที่ติเพียงใด แต่ในโลกของการส่งคำสั่งซื้อขายจริง มีปัจจัยทางเทคนิค 3 ประการที่ทำให้กลยุทธ์นี้ไม่มีคำว่าไร้ความเสี่ยงครับ
- ปัญหาความล่าช้าในการส่งคำสั่งซื้อขาย (Latency and Slippage) นี่คือศัตรูตัวฉกาจของการทำ Arbitrage เพราะการขยับตัวของราคานั้นเกิดขึ้นในระดับมิลลิวินาที (Milliseconds) การที่ระบบของคุณตรวจพบช่องว่างราคาแล้วส่งคำสั่งซื้อขายออกไป กว่าคำสั่งจะเดินทางไปถึงเซิร์ฟเวอร์ของโบรกเกอร์ ราคาก็อาจจะขยับตัวเปลี่ยนไปแล้ว ส่งผลให้คุณได้ราคาที่ไม่ตรงกับที่คำนวณไว้ หรือเกิดภาวะ Slippage ซึ่งทำให้ต้นทุนพุ่งสูงขึ้นจนกินเนื้อกำไรไปทั้งหมด
- การขยายตัวของราคาในภาวะตลาดผันผวน (Spread Widening) เทรดเดอร์ต้องระลึกไว้เสมอว่า Spread คือ ตัวแปรที่ไม่คงที่ ในช่วงเวลาที่ตลาดมีข่าวรุนแรงหรือปริมาณการซื้อขายน้อยลง โบรกเกอร์จะขยายค่าความห่างของราคาออกไปกว้างมากเป็นหลายเท่าตัว ซึ่งการถ่างออกของราคานี้จะทำลายสมการคณิตศาสตร์ที่คุณวางไว้จนหมดสิ้น และเปลี่ยนจากโอกาสทำกำไรให้กลายเป็นการขาดทุนมหาศาลในเสี้ยววินาที
- กฎเกณฑ์และข้อห้ามทางกฎหมายของโบรกเกอร์ (Broker Restrictions) โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ในตลาดโลกมีระบบตรวจสอบที่ชาญฉลาดมาก หากระบบหลังบ้านตรวจพบพฤติกรรมการส่งคำสั่งซื้อขายที่มีลักษณะเป็น Arbitrage หรือพยายามเอาเปรียบช่องว่างราคาความล่าช้าของระบบ โบรกเกอร์มีสิทธิ์ชอบธรรมตามกฎหมายในการยกเลิกผลกำไรทั้งหมดของออเดอร์นั้น ๆ หรือร้ายแรงที่สุดคือการระงับบัญชีและบล็อกการถอนเงินของคุณทันที
แนวทางการประยุกต์ใช้ความรู้เรื่อง Spread เพื่อสร้างข้อได้เปรียบอย่างยั่งยืน
เมื่อเราตระหนักแล้วว่า การทำกำไรแบบไร้ความเสี่ยงร้อยเปอร์เซ็นต์นั้นไม่มีอยู่จริงในทางปฏิบัติ สิ่งที่เทรดเดอร์ควรทำคือการหันกลับมาประยุกต์ใช้ความเข้าใจเรื่องกลไกราคา เพื่อสร้างแต้มต่อและลดต้นทุนให้กับระบบเทรดของตัวเองตามแนวทางต่อไปนี้ครับ
- การเลือกใช้ประเภทบัญชีที่มีความโปร่งใสและเหมาะสม หากคุณเป็นสายเทรดสั้นที่ต้องส่งคำสั่งซื้อขายบ่อยครั้ง การเลือกใช้บัญชีประเภทที่ให้ค่าความห่างของราคาต่ำที่สุด เช่น บัญชีแบบ Raw Spread หรือ ECN จะช่วยลดทอนต้นทุนคงที่ของคุณให้เหลือน้อยที่สุด แม้จะต้องแลกกับการจ่ายค่าคอมมิชชันต่อล็อต แต่เมื่อคำนวณรวมแล้วจะมีความเสถียรและคุ้มค่ากว่าการใช้บัญชีทั่วไป
- การบริหารเวลาและหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่เสียเปรียบ การรับรู้ว่าสภาวะความห่างของราคาจะขยายตัวตามความเสี่ยง จะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงการส่งคำสั่งซื้อขายในช่วงเวลาอันตราย เช่น ช่วงเปลี่ยนวันใหม่ (Market Rollover) หรือช่วงก่อนประกาศข่าวตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ ซึ่งการอยู่เฉย ๆ ไม่ส่งคำสั่งซื้อขายในช่วงเวลาเหล่านั้น ก็ถือเป็นการควบคุมความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพสูงสุดแล้ว
- การพัฒนาบอทเทรดเพื่อช่วยตรวจสอบความคุ้มค่า หากคุณต้องการทำกลยุทธ์กึ่งอัตโนมัติ คุณสามารถเขียนระบบให้คอยตรวจสอบค่าความห่างของราคาปัจจุบันก่อนที่จะส่งคำสั่งซื้อขายเสมอ โดยตั้งเงื่อนไขว่า หากค่าความห่างของราคาในตลาด ณ ขณะนั้นพุ่งสูงเกินกว่าค่าที่กำหนด ระบบจะระงับการส่งออเดอร์โดยอัตโนมัติ เพื่อป้องกันไม่ให้พอร์ตของคุณต้องแบกรับต้นทุนที่สูงเกินความจำเป็น
ในตลาดทุนระดับโลก เงินไม่ได้ลอยมาง่ายๆ โดยไม่มีสิ่งแลกเปลี่ยน และไม่มีกลยุทธ์ใดที่จะมอบผลตอบแทนให้เราได้โดยไม่มีความเสี่ยงพ่วงท้ายมาด้วยเสมอ
การทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า Spread คือ กลไกธรรมชาติที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นค่าความเสี่ยงและผลประโยชน์ของผู้ให้บริการสภาพคล่อง จะช่วยดึงสติของเทรดเดอร์ให้กลับมาอยู่กับหลักความเป็นจริง เลิกวิ่งตามหาตรรกะมหัศจรรย์ที่พยายามจะเอาชนะระบบด้วยกลโกง และหันมาโฟกัสกับการพัฒนาทักษะการอ่านพฤติกรรมราคา การคุมวินัย ตลอดจนการบริหารจัดการเงินทุน (Money Management) ให้มีความรัดกุม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต่างหากที่เป็นกุญแจสำคัญที่แท้จริงในการสร้างกำไรและนำพาพอร์ตการลงทุนของคุณให้เติบโตได้อย่างมั่งคั่งนั้นเองครับ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับท่านผู้อ่านไม่มากก็น้อยกันนะครับ
